วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Flower Girls

ได้แรงบันดาลใจจากงานตุ๊กตาดอกไม้ของ Elsa Mora ซึ่งเป็นการนำเอากลีบดอกไม้ต่างๆ มาจัดวางให้ดูเป็นตุ๊กตา หรือเด็กหญิงน่ารักๆ ตามจินตนาการ แถมตั้งชื่อให้ด้วย เช่น Celina, Amore, Lolita, Lizette และอื่นๆ อีกมากมาย ก่อนที่จะไปลุยสวนหาดอกไม้มาทำเองบ้าง ก็เลยลองเอาภาพของคุณ Elsa มาวาดเป็นสีน้ำดูก่อน




ส่วนภาพนี้ วาดจากตุ๊กตาที่ลองทำเองค่ะ ^^


ภาพต้นแบบ ^^


ว่างๆลองเล่นดูนะคะ สนุกดี




วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

กระติกน้ำ

หนึ่งในเครื่องแสดงถึงความ "เริ่ด" ของเด็กนักเรียนสมัยประถม ก็คือ "กระติกน้ำ"

ไม่แน่ใจว่าเดี๋ยวนะยังเป็นกันอยู่หรือเปล่า เพราะเห็นเด็กๆพกโทรศัพท์อวดกัน มากกว่าอวดกลุ่องดินสอ

กระติกน้ำ เป็นหนึ่งในของไม่กี่อย่างที่ครูไม่ได้ห้ามให้ใช้ ถ้าเป็นพวกกิ้บติดผม โบสีสวยๆ อันนี้โดนห้าม แต่กระติกน้ำ กล่องดินสอ พวกเครื่องเขียนต่างๆ ตามแต่ใจนักเรียนจะไขว่คว้าเลย ซึ่งมันก็อดจะอวดกันไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นการอวด (เบ่ง) กันแบบเด็กๆก็ตาม

เมื่อก่อนสมัยเรียน ในห้องเรียนจะมีคูลเลอร์ใส่น้ำไว้ที่หลังห้อง ไม่รู้ว่าเริ่มมีตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เดาว่าน่าจะตอนอยู่ประถมปลายแล้ว แต่ตอนประถมต้นยังไม่มีถังน้ำ ดังนั้น เด็กๆจึงต้องมีอาวุธคู่กายเป็นเครื่องแบบนักเรียนอีกชิ้นหนึ่ง ก็คือ กระติกน้ำ เพื่อใส่น้ำไปจากบ้าน เอาไว้ดื่มระหว่างวัน ครึ่งวันถ้าน้ำหมดไปเติมได้ที่โต๊ะอาหาร

กระติกน้ำสมัยก่อนก็คงไม่ต่างจากเดี๋ยวนี้ในเรื่องรูปร่างหน้าตา แต่ลวดลายก็คงเป็นไปตามยุคสมัย เมื่อก่อนจะชอบลายการ์ตูนผู้หญิงตาหวานๆ ไม่ก็ดอกไม้ สัตว์น่ารักๆ พวกน้องหมี น้องกระต่าย  กระติกจะเป็นพลาสติก ฝาปิดเป็นเกลียว เอามาใช้เป็นแก้วน้ำได้ ส่วนมากก็จะเป็นแบบนี้กันทุกคน

แต่สำหรับคนที่ไฮโซๆ ขึ้นมาหน่อย ย่อมต้องมีลูกเล่นพิเศษๆไม่เหมือนใคร

เช่น

ฝารองด้านในของกระติก เป็นตะแกรง เอาไว้เวลาที่ใส่น้ำแข็งในกระติก เทน้ำออกมาใส่แก้ว น้ำแข็งจะไม่หกตามมาด้วย...แน่นอน เจ้าของต้องมีเงินไปซื้อน้ำแข็ง

พวกกระติกสูญญากาศ สีเงินวาววับ จริงๆมันไม่สวยเท่าพวกกระติกพลาสติก แต่เนื่องจากการที่สามารถรักษาอุณหภูมิของน้ำร้อน น้ำเย็นได้ จึงจัดอยู่ในกลุ่มของกระติกสุดหรูราคาแพง เห็นใครใช้เนี่ย คุณหนูแน่นอน (ตอนนั้นอยากได้ แต่พ่อไม่ซื้อให้ พอโตมาเลยซื้อไว้ใช้เอง...หมายถึงตอนทำงานแล้วนะ)

กระติกรุ่นมีก๊อก .... อันนี้ ถือว่า ระดับเทพ กระติกที่มีก๊อกหมุนปิดเปิดน้ำโดยไม่ต้องเปิดฝา ไฮโซมากกกก ดูหรูหรามีชาติตระกูล ลองนึกดูสิ เวลาใครสักคนทำท่าหิวน้ำ แล้วค่อยๆยกกระติกมาวางบนโต๊ะ เอาแก้วรองแล้วหมุนก๊อก น้ำค่อยๆไหลลงมา.....โอยยยย อยากได้มาก แต่ไม่ได้ เนื่องจากพ่อเล็งเห็นแล้วว่า ก๊อกมันคงจะหลวมเข้าสักวัน หรือถ้าปิดไม่สนิท น้ำรั่วออกมาแน่

ก็จริงของพ่อ

แล้วกระติกแบบไหนที่พ่อภูมิใจนำเสนอ ซื้อมาให้ใช้....

เป็นกระติกแบบกระป๋องน้ำค่า.....
สีเหลืองตุ่นๆ แบบเหลืองมัสตาร์ด ฝาแบบกดปิดมีช่องเล็กๆ เปิดไว้ใช้รินน้ำ มีฝาปิดในตัวเชื่อมติดกับฝาใหญ่ มีสายหิ้วไม่ใช่สายสะพายเฉียงตัว  มาคิดๆดูตอนนี้ ชอบกระติกใบนี้มากมาย แทบอยากจะไปเอากลับมาใช้ใหม่ แต่ไม่ทันแล้ว เพราะมันโทรมมาก ฝาก็หาย สายหิ้วก็พัง มันเป็นกระติกที่แนวมากในความคิดตอนนี้ ยิ่งจับคู่กับแก้วพลาสติคหนาเตอะสีส้ม....สุดยอดมาก

แต่ตอนนั้น ไม่ได้คิดแบบนี้เลย
เป็นกระติกที่ไม่ชอบเลยเพราะ

หนึ่ง มันใหญ่โตมาก (พ่อ : ก็เอาไปกินน้ำไม่ใช่เรอะ แบบนี้แหละไม่ต้องเติมบ่อย)

สอง ไม่มีลายเจ้าหญิงตาหวาน (พ่อ : ลายพวกนั้นเดี๋ยวก็ลอก พลาสติกบางๆ ถลอกง่าย)

สาม มันสะพายไม่ได้ (พ่อ : ก็หิ้วเอาสิ เรื่องมากจริง !!!)

พอเจอคำว่า "เรื่องมากจริง" แสดงว่าเริ่มกรุ่นล่ะ สมควรยุติการโวยวายทุกอย่าง ไม่งั้นเรื่องยาวแบบที่แม่ก็ช่วยไม่ได้


นี่คือกระติกที่พ่อเลือก สมกับการเป็นบุรุษที่บูชาคุณค่าทางการใช้สอยมากกว่ารูปลักษณ์
และข้าวของทุกๆอย่างที่พ่อซื้อ ก็จะเป็นแบบนี้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน - -*

ในที่สุดเมื่อหลังห้องมีถังน้ำใส่น้ำแข็งเย็นๆไว้ให้ ความอยากได้กระติกน้ำแบบไฮโซๆ ก็หมดไป หันไปสนใจเรื่องอื่นๆอีก

เด็กๆก็แบบนี้แหละ ลืมง่ายๆ  แต่พอโตมาแล้ว ดันจำเรื่องตลกๆของตัวเองได้ดีซะงั้น




วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

เผาผงชูรส

"อย่าซื้อผงชูรสแบ่งขายยยยย"

จำไม่ได้แล้วว่า ใครคือต้นกำเนิดของประโยคนี้

"เพราะจะเป็นผงชูรสปลอม มีสารบอแรกซ์"

เอาล่ะสิ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าผงชูรสอันไหนจริง อันไหนปลอม??
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะสมัยประถม ครูได้มอบคัมภีร์พิสูจน์ของจริงของปลอมไว้ให้แล้ว

อยากรู้ว่าผงชูรสจริง หรือ ปลอม ต้องใช้พิธีลุยเพลิงพิสูจน์ความสัตย์

การพิสูจน์ว่าผงชูรสที่ใช้กันนั้นจริงหรือปลอม มีหลายวิธีค่ะ
แต่ที่ง่ายสุดสำหรับเราๆ ก็คือ จับมาเผาพิสูจน์

วิธีก็คือ เอาผงชูรสสักครึ่งช้อนชา ใส่ในช้อนโลหะ ช้อนแกงอย่างที่ใช้ตามบ้าน แล้วก็เอาไปเผาไฟ
ใช้เทียนก็ได้ ตอนประถมยังไม่ค่อยได้ใช้ตะเกียงแอลกอฮอล์ ยกเว้นการทดลองที่ต้องต้มกันนานๆ ดังนั้น แค่เผาผงชูรส เทียนเอาอยู่ค่ะ

พอช้อนเริ่มร้อน (ควรหาผ้ามาพันด้ามช้อนกันร้อน) ผงชูรสก็เริ่มไหม้ ตอนนี้แหละค่ะที่เราจะได้รู้กัน
อุอุอุอุ

ถ้าเป็นผงชูรสจริง เมื่อไหม้แล้ว จะกลายเป็นสีน้ำตาลทั้งหมด
แต่ถ้าเป็นผงชูรสปลอม จะมีบางส่วนที่ไม่ไหม้ เป็นสีขาวๆ นั่นคือสารเคมีที่ใส่ปะปนมา

ง่ายมากค่ะ คัมภีร์นี้

ตอนเรียนก็ว่าง่ายดีค่ะ แต่ลืมไปว่า ช้อนที่ใช้มันก็พลอยไหม้ตามไปด้วย ล้างออกได้แต่ก็ใช้เวลา
แถมกลับบ้านไปแล้ว ก็ยังอยากจะโชว์ให้น้องๆที่บ้านได้ชื่นชมความเก่งของพี่ ก็คว้าช้อนในครัวเทผงชูรสลงไปเปาต่ออย่างสนุกสนาน

รู้ตัวอีกที ช้อนก็ไหม้ตามผงชูรสไปหลายคันแล้ว

งานนี้ถึงผงชูรสที่บ้านจะจริง แต่การที่บอกว่าแม่ใจดีนั้น ปลอมเห็นๆ

บทเรียนนี้ถือว่ามีประโยชน์ ใช้งานได้จริง
แต่ตั้งแต่วันนั้น จนวันนี้ ก็ยังไม่เคยไปนั่งเผาผงชูรสที่ไหนก่อนทำกับข้าวเลย


T-------T

ปล.การเผาพิสูจน์ผงชูรสมีความเสี่ยง ทั้งความปลอดภัยทางร่างกาย ทรัพย์สินและ จิตใจ ผู้ปกครองควรเลิกใช้ผงชูรสเป็นการถาวร หรือจนกว่าลูกของท่านจะเรียนเรื่องใหม่




วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

กล้องรูเข็ม

วันจันทร์ ครูสั่งให้เอาอุปกรณ์เหล่านี้ไปโรงเรียน เพื่อทำกล้องรูเข็ม

1.กระป๋องนมข้มหวาน ลอกสลากออกทำความสะอาดให้เรียบร้อย ก้นประป๋องเจาะรูเล็กๆ ให้เล็กที่สุด

2.กระดาษไข หรือ กระดาษลอกลาย

3.กระดาษโปสเตอร์สีดำ

4.สก็อตเทปใส หรือ กาวลาเท็กซ์ ก็ได้

5.กรรไกร

ให้เตรียมสมุดการบ้านวิชา สปช. ไว้จดบันทึกการทดลองส่งครูวันอังคาร
.
.
.
.
.

เดาว่า ในสมัยประถม หลายคนคงมีการบ้าน และการทดลองแบบนี้ในห้องเรียนวิชา สปช. ในส่วนที่ว่าด้วยวิทยาศาสตร์

วิชานี้เป็นวิชามหัศจรรย์ บรรจุเรื่องราวต่างๆทุกเรื่อง ตั้งแต่ร่างกายของเรา ไปจดโลกของเราสุดขอบจักรวาลกันทีเดียว ดูเหมือนเป็นวิชาสารานุกรมชุดขนาดมหึมา แต่เราก็ค่อยๆเรียนกันไป จนเกือบจะรู้เรื่องราวทั้งหมดในโลกนี้ ถึงจะไม่รู้ลึก แต่ก็เป็นฐานที่ดีของการเรียนในระดับสูงขึ้นไป

รวมถึงทำให้รู้ใจตัวเองด้วย ว่า ชอบแนวไหน ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเมือง กฎหมาย เกษตร ฯลฯ

มันช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ

ตอนที่เรียนเรื่องของแสง การเดินทางของแสงเป็นเส้นตรงเสมอ ภาพก็คือแสง กล้องถ่ายภาพก็คืออุปกรณ์ที่บันทึกแสงเก็บไว้ ไม่ว่าแสงดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่แสง ณ ตอนที่หยุดไว้ ก็จะอยู่อย่างนั้นตลอดไป (ยกเว้นถูกปลวกกิน)

กล้องรูเข็มเป็นพัฒนาการขั้นแรกสุดของอุปกรณ์ในการจับภาพที่เป็นแสง ก่อนหน้าที่จะมีการบันทึกภาพด้วยฟิล์ม เดาว่า มนุษย์คงจะเห็นภาพที่เดินทางผ่านรูเล็กๆ แล้วมาตกกระทบบนฉากหลัง กลายเป็นภาพของสิ่งต่างๆในลักษณะหัวกลับ มันคงน่าตื่นเต้นมากในวินาทีนั้น แล้วก็คงยิ่งน่าตื่นเต้นเมื่อเราสามารถพกอุปกรณ์ดูภาพแบบนี้ไปได้ทุกๆที่ ไม่ต้องแบกบานประตูที่มีรอยแตกนั้นไปหาฉาก และก็คงตื่นเต้นสูงสุตอนที่ประดิษฐ์กระดาษมหัศจรรย์ที่เรียกว่าฟิล์มขึ้นมาใช้ได้

ดังนั้น เพื่อให้เด็กๆได้เรียนรู้กลไกง่ายๆของกล้อง เรียนรู้เรื่องของแสง ครูจึงให้ทำของสิ่งนี้มา

ตอนนั้น เราไม่ค่อยเข้าใจหน้าที่อันเยี่ยมยอดของบทเรียนนี้เท่าไหร่ แต่ก็พกกล้องที่ทำนี้ ไปส่องสิ่งโน้นสิ่งนี้ อยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยก็พักใหญ่ๆ จนกระทั่งครูมีของอย่างอื่นมาให้ทำ  พอเริ่มโตเริ่มได้ใช้กล้องของจริงกล้องที่สลับซับซ้อนเต็มไปด้วยเทคโนโลยี ศัพท์แสงแบบตากล้องมือโปรมากมาย  จึงค่อยๆหวนนึกถึงความรู้ครั้งแรกที่ดูมันง่ายมาก ง่ายดาย

ง่ายจนปลง และก็ใช้กล้องอย่างธรรมดาที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นกล้องโปร กล้องเทพ หรือ กล้องป๊อกแป๊ก
สุดท้ายมันก็มีหน้าที่เดียวกัน คือการไล่จับแสง 5555




วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

เครื่องกรองน้ำ

หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่อยู่ในความทรงจำตลอดมา (และน่าจะตลอดกาล) และเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์แต่ทำได้ง่ายจนเด็กเล็กๆ ก็ทำได้ นั่นก็คือ....

เครื่อง กรอง น้ำ (รุ่นมือถือ)

ปัจจุบันเราจะพบเจอเครื่องกรองน้ำที่ดูหรูหราไฮโซเป็นของนอกอยู่หลายยี่ห้อ
แต่จริงๆแล้ว เราสามารถทำเครื่องกรองนี้ใช้เองได้ง่ายๆ แต่อาจจะกรองได้ไม่ดีเท่า
เหมาะมากสำหรับสาธิตให้เด็กดูหรือได้ลองทำเอง และถ้าจะกรองเอาจริงเอาจังก็ต้องขยายขนาดหน่อยจากขวดเปลี่ยนมาเป็นโอ่ง อันนี้กรองกันเอาเป็นเอาตายทีเดียว
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำก็เป็นสิ่งใกล้ตัว ทำแล้วทดลองเห็นผลทันที

เครื่องกรองน้ำ ในวิชา สปช. สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมสูง จนคุณครูนำไปสอนตามโรงเรียนต่างๆมากมาย เป็นที่มาของประโยคที่ว่า "โรงเรียนฉันก็ทำย่ะ"

แม้แต่ในการ์ตูนสามชาติจบ "คำสาปฟาโรห์" ก็ยังมีตอนที่แครอลนางเอก สำแดงฤทธิ์ เอ้ย ใช้สติปัญญาทำน้ำสกปรกเป็นน้ำสะอาดด้วยการทำเครื่องกรอง (แบบเร่งด่วน) กรองน้ำให้คนงานได้ใช้ดื่มกิน จนทำให้เมมฟิสฟาโรห์หนุ่มสุดแสนประทับใจ

บรรดาเด็กนักเรียนหญิง ก็เลยยิ่ง "อิน" กับเจ้าเครื่องนี้ คงจะอยากกระโดดลงแม่น้ำไนล์ย้อนเวลาไปทำเครื่องกรองแทนแครอล

อุปกรณ์ในการทำไม่มีอะไรยากค่ะ
จะยากก็ต้องสมัยก่อนไม่ค่อยมีขวดพลาสติกเหมือนเดี๋ยวนี้
ตอนที่ทำ ตาก็เลยเสียสละโหลพลาสติคที่จะเก็บไว้ใส่ปลากัดมาให้หนึ่งใบ และต้องค่อยๆเจาะรูตรงก้นโถ เพื่อเสียงสายยาง (ตัดมาจากสายยางของพ่อ) เอาดินน้ำมันอุดรูรั่วกันน้ำไหลออกมา

หลังจากนั้น ก็เอาวัสดุที่ใช้ทำเป็นตัวกรองมาเรียงจากล่างสุดจนถึงบนสุดตามนี้ค่ะ

ล่างสุดคือ สำลีหรือเศษผ้าสะอาดๆ
ถ่านหยาบ
ถ่านละเอียด
กรวดหยาบ
กรวดละเอียด
ทรายละเอียด

ใส่ให้เป็นชั้นๆ เหมือนขนมชั้น  หลังจากนั้นก็ได้เวลาทดสอบเครื่องกันหน่อย

เริ่มจากหาน้ำสกปรก ซึ่งก็เอาเศษดินมาละลายน้ำ เมื่อคนได้ที่แล้วก็เทพรวดลงไปที่เครื่องกรองน้ำ
เราจะเห็นน้ำสกปรกค่อยๆซึมผ่านชั้นของตัวกรองต่างๆ ลงไปจนถึงชั้นของสำลี แล้วก็จะไหลออกมาทางท่อที่ต่อไว้

โอ้ จอร์จ ซาราห์แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง มันใสกิ๊งมาก (เวลาอ่านต้องทำเสียงให้เหมือนในรายการด้วย)

เป็นสิ่งที่นักเรียนประถมตื่นตาตื่นใจมากค่ะ

ของง่ายๆ แต่มีประโยชน์สูงมาก ปีก่อนโน้นที่น้ำท่วม ที่บ้านถึงขนาดจะรื้อฟื้นภูมิปัญญาตั้งเดิมสมัยประถมมาใช้อีกทีเดียว

ด้วยความคลาสสิค มีประโยชน์ชัดเจน เวลาพูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนต่างมักร้องอ๋อกันโดยไม่มีข้อสงสัย แสดงถึงการเป็นวัฒนธรรมร่วมของโรงเรียนประถม ที่ทุกคนต้องเคยผ่านการเทน้ำสกปรกพิสูจน์ความเจ๋งของเครื่องกรองมาแทบทุกคน

แฟ้มข้อมูลเรื่องราวในสมัยประถมจึงขอปรบมือให้อย่างเป็นทางการ *แปะ แปะ แปะ แปะ*




วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

วิชาจดหมาย

วิชา จดหมาย  เป็นวิชาย่อยของวิชาภาษาไทย ที่จะมี ตัววิชาหลัก แล้วก็จะมี คัดไทย การเขียนจดหมาย แยกย่อยออกมา (เหมือนภาษาอังกฤษ ก็จะมีวิชาคัดลายมือแยกออกมาอีกตัวหนึ่ง)

วิชานี้ ชื่อชัดเจน คือ เรียนการเขียนจดหมายอย่างเดียว ก็พอเข้าใจได้ว่า ในยุคนั้น ไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยมากนัก โทรศัพท์ก็มีแบบโทรศัพท์บ้าน โทรสาธารณะหยอดเหรียญ ดังนั้นจะติดต่อกับใคร ถ้าเขาไม่มีโทรศัพท์ใช้ ก็เหลือแค่จดหมายกับโทรเลขเท่านั้น

วิชานี้จึงเกิดขึ้นมา (เดาเอาจริงๆ) เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการเขียนจดหมาย และ การเขียนโทรเลข
ตรงนี้พอจะเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมจดหมายที่ครูให้เรียน มันถึงได้ ทางก้านนน ทางการ เด็กประถมต้องเขียนจดหมายทางการระดับนี้เชียวหรือ

วิชานี้เริ่มจากการฝึกก่อน

สมุดเรียนในวิชาจดหมาย กระดาษหนึ่งแผ่นจะถูกพับเป็นสี่ส่วน
แต่ละส่วนบรรจุข้อมูลต่างๆกันไป แต่มีรูปแบบที่ชัดเจน

ส่วนที่สาม สี่ เป็นพื้นที่ของบ้านเลขที่ของผู้ส่ง เวลาเขียน ถ้าไม่จบในบรรทัดเดียวเมื่องขึ้นบรรทัดใหม่ต้องเขียนให้ทะแยงเบี่ยงออกมา

เริ่มล่ะ เริ่มยุ่งละ

เมื่อจบภารกิจเรื่องที่อยู่ ก็มาถึงวันที่เขียนจดหมาย จำไม่ได้แล้วว่าต้องอยู่ส่วนไหน เดาๆว่า ประมาณส่วนที่สองถึงสาม

แล้วก็มาถึงคำขึ้นต้นจดหมาย ในส่วนแรกของกระดาษ
คำขึ้นต้นจะเป็นรูปสุภาพที่ควรใช้ในชีวิตประจำวันของทุกท่านเมื่อจะต้องเขียนจดหมาย แต่ทุกท่านก็คงใช้แค่ในวิชานี้ ออกนอกห้องไปก็ไม่เคยคิดใช้ ยกเว้นสายงานราชการที่ยังคงต้องสุภาพชนไปจนเกษียณ

คำขึ้นต้นจะเปลี่ยนไปตามผู้รับ เช่น

เรียนคุณครูพิมลที่เคารพรัก
กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพ
ถึง เด็กหญิงเนยรักษ์โลก

ฯลฯ
มาถึงขั้นนี้เริ่มเห็นแววล่ะ ว่าไอ้จดหมายฉบับนี้ สมควรเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์มากกว่าใช้จริงล่ะ
นี่ฉันยังอยู่ในนิยายเรื่องผู้ดีของดอกไม้สดอยู่ ใช่ไหมเนี่ยยยยยยยยย

เมื่อจบในส่วนต้นก็ถึงส่วนของเนื้อความ ซึ่งครูจะกำหนดโจทย์มาให้ การให้คะแนนจะดูกันตรงนี้ว่า ใครสามารถใช้ภาษาสื่อถึงวัตถุประสงค์ได้ชัดเจน สละสลวยกว่ากัน

ตัวอย่างโจทย์ เช่น

เป็นนักเรียนประจำ เงินค่าขนมหมด เขียนจดหมายไถ เอ้ย ขอเงินเพิ่ม (ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์นี้ หมายถึง ไม่เคยปรากฏว่า แม่จะให้เพิ่ม....)
เขียนจดหมายเยี่ยมลุงที่ป่วย  (ในชีวิตจริง ลุงป่วย พ่อจะไปเยี่ยมแทน ไม่ก็ฝากอา น้า พี่ ไปเยี่ยมแทน... แล้วที่สำคัญ ลุงไม่เคยป่วย)
เขียนจดหมายไปหาเพื่อน (เพื่อนมันก็นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าตัวที่สอง....)
เขียนจดหมายลาป่วย (พ่อเขียน เพราะถ้าเขียนเอง ครูจะรู้ว่า สตอร์ ...ภาษาสุภาพของคำว่า ตอแหล)

ฯลฯ

เวลาครูตรวจ ครูจะตรวจเนื้อความท่อนนี้ เพราะทักษะการใช้ภาษาไทยที่ดีจะปรากฏให้เห็นก็ตรงนี้แหละ
ครูน่าจะเข้าใจนะว่า ความจริงในห้อง กับ นอกห้องเรียนมันต่างกัน...

เมื่อจบเนื้อความก็เป็นการลงท้าย ให้สุภาพรับกับคำขึ้นต้น ไม่ใช่ว่า ขึ้นมากราบเท้า ลงท้ายข่มขู่แม่ให้ส่งเงินเร็วๆหน่อย

อย่างนี้ถือว่า ไม่ผ่านวิชานี้

จะว่าไป เมื่อกลับไปดูจดหมายเก่าๆที่เขียนหาเพื่อนกันในตอนสมัยประถาม อิชั้นดูสุภาพชนมาก จนไม่น่าเชื่อ ว่านั่นมันคืออิชั้น เรียกเพื่อนทุกคนด้วยชื่อจริงเป็นสรรพนามแทนเพื่อน ไม่มีคำพวกนี้หลุดออกมาแน่ๆ แก เอ็ง


เท่านี้ มันยังไม่จบ....
เมื่อมีกระดาษเขียนจดหมาย ก็ต้องมีซอง
ซองจดหมายก็คือ การวาดรูปซองจดหมายใส่ไว้ที่อีกด้านของกระดาษ ด้วยขนาดซองที่เป็นมาตรฐานการไปรษณีย์ไทย และต้องวาดแสตมป์แปะไว้ที่มุมซองซ้ายด้วย หมดสิทธิ์ที่จะใช้ซองลายคิตตี้ หรือ ดอกกุหลาบ

การจ่าหน้าซองก็เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่พึงปฏิบัติให้เป็นนิสัย  ชื่อผู้ส่งอยู่ที่มุมซองซ้าย เขียนเยื้องมาทางขวาให้สวยงาม ส่วนชื่อผู้รับอยู่ตรงกึ่งกลาง เขียนเยื้องขวาให้สวยงาม ซึ่งสาบานได้ว่า เมื่อเวลาต้องเขียนจดหมายหาใคร ไม่เคยเยื้องย่างอย่างนั้นอีกเลย สักครั้งเดียว

กระบวนการทั้งหมดนี้ รวมเรียกว่า วิชาจดหมาย
วันไหนต้องหัดเขียนโทรเลข ก็จะเป็นการวัดความสามารถในการพูดน้อย ต่อยหนัก ของนักเรียน เพราะโทรเลขจะคิดเงินตามตัวอักษร ดังนั้น มันต้องสั้นกระชับฉับไวมุ่งเป้า แต่ยังคงความสุภาพชนไว้ทุกกระเบียดนิ้ว จะมาพูดแบบบ้านๆ ว่า "แม่ ขอ เงิน เพิ่ม" ไม่ได้ทีเดียว (แม้ว่าจะสั้นกระชับได้ใจความสุดก็ตาม)

นั่นก็เป็นอีกพิธีกรรมที่สำคัญ

เมื่อช่ำชองในการฝึกภาคปฏิบัติดีแล้ว ครูจะให้เข้าสู่สนามจริง ด้วยการเขียนจริง ใส่ซองติดแสตมป์จริง เอาไปหย่อนลงตู้จริงๆ

จะให้เขียนไปเยี่ยมลุง....ก็ใช่ว่าลุงของทุกคนจะป่วย
จะให้เขียนไปขอตังค์แม่...แม่มาถึงที่แน่ (มาเด็ดหัว)

ไอเดียที่บรรเจิดของครู อันมีต้นเค้ามาจากหนังสือเรียนภาษาไทยมานะมานีก็คือ เขียนหาเพื่อนต่างโรงเรียน ในระดับชั้นเดียวกัน ห้องเดียวกัน เลขที่เดียวกัน เช่น

เด็กหญิงจุฑามาศ ชั้น ป.5/5 เลขที่ 11 ก็จะเขียนหา เด็กหญิงโนเนม ชั้น ป.5/5 เลขที่ 11 ของอีกโรงเรียนหนึ่ง กิจกรรมนี้ ได้ลุ้นกันสนุกดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้จดหมายตอบกลับ พวกเลขที่ท้ายๆมักเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะแต่ละห้องแต่ละโรงเรียนจำนวนเด็กในห้องไม่เท่ากัน ใครได้จดหมายตอบ ก็จะเหมือนเป็นวีรสตรีของห้อง ครูจะให้ออกไปอ่านให้เพื่อนฟังที่หน้าห้อง

สนุกดี แต่ครูไม่ให้เขียนถึงนักเรียนชาย
สงสัยครูจะกลัวข้อหาสอนเพลงยาวให้กับเด็ก...


ปัจจุบัน ไม่รู้ว่า กิจกรรมนี้ หรือ วิชานี้ยังมีอีกหรือเปล่า ในเมื่อโลกทั้งหมดถูกย่อไว้ในแท่งสี่เหลี่ยมที่เป็นเหมือนเนื้องอกส่วนที่ 33 ของเด็กนักเรียนทุกคน

ปล.ใครว่างๆ มาเขียนจดหมายถึงกันอีกสักทีดีไหม?



วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

ตุ๊กตาเปลือกไข่

วันนี้วันครู
เลยเอาเรื่องความสร้างสรรค์ของคุณครูเมื่อตอนประถมว่าเล่าสู่กันฟังต่อ

ยังคงอยู่ในวิชางานศิลปะ งานประดิษฐ์อยู่ค่ะ แหล่งรวมความแนวระดับเทพ
จะด้วยเหตุที่ในหนังสือเรียน มานะมานี มีตอนหนึ่งที่มานีเอาเปลือกไข่มาทำตุ๊กตา
หรือจะด้วยเหตุที่ครูเห็นเปลือกไข่ถูกทิ้งโดยเปล่าประโยชน์
คราวนี้ ... ครูก็เลยสั่ง ให้พวกเราทำตุ๊กตาจากเปลือกไข่ ให้เอากลับไปแขวนเล่นที่บ้านค่ะ

ครูคิดว่า อายุไขของมันจะยาวนานคุ้มกับการลงมือประดิษฐ์แค่ไหนเนี่ย


อุปกรณ์
เปลือกไข่....

ฟังดูง่าย แต่กระบวนที่จะได้เปลือกไข่มายากมาก

เพราะจะเอาแต่เปลือกที่ยังคงรูปของไข่ ก็ต้องเอาเจ้าไข่ดิบข้างในออกก่อน
วิธีการการนำไข่ข้างในออกมา ถือว่าสำคัญที่สุด อาจจะสำคัญยิ่งกว่าทำเป็นตัวตุ๊กตาก็ได้
มันเป็นศาสตร์และศิลป์ มันคือเส้นคั่นบางๆ ระหว่างเปลือกไข่แตกๆ กับ เปลือกไข่สวยๆ
สำหรับเด็กประถม มันก็คงยากพอๆกับทำโจทย์เลขระดับมัธยมกันทีเดียว

วิธีการก็คือ ต้องค่อยๆเจาะรูที่เปลือกไข่ อย่าให้รูใหญ่ เดี๋ยวตุ๊กตาเราจะเหมือนไปทำศัลยกรรมคลีนิคเถื่อน มาค้นพบทีหลัง (หลังจากแตกไปห้าฟอง มีไข่เจียวกินสามมื้อ) ด้านที่มันแหลมๆ จะค่อนข้างแข็งกว่าไข่ด้านป้าน ก็เลยเลือกเจาะด้านแข็ง

พอเจาะแล้ว ไข่ดิบข้างในมันก็ไม่ได้เทพรวดเดียวออกมาแบบน้ำ มันจะหนืดๆ ท้าทายกฎแรงโน้มถ่วงของนิวตันมาก วิธีชั้นเซียนก็คือ ต้องหาไม้เข้าไปปั่นๆ แหย่ๆ เป็นตัวดึงให้ไข่แดงไข่ขาวมันไหลออกมา

ขั้นนี้แหละ เทพจริง

จริงๆถ้าอยากจะรียูสเปลือกไข่ ก็น่าจะใช้เปลือกที่เหลือจากการตอกทำไข่ดาวไข่เจียว เพราะในยามปกติ คงหายากที่แม่บ้านบ้านไหนจะมานั่งปั่นลากไข่ดิบออกจากเปลือก เพื่อให้เปลือกยังคงรูปสวยงาม...

บ้านอิชั้นหนึ่งหลัง ที่ยกมือขอลา

เอาล่ะ เมื่อลากไส้ เอ้ย ลากไข่ข้างในออกมาแล้ว ไข่ที่ได้ก็เอาไปแปรรูปเป็นไข่เจียว หรือ ไข่ตุ๋น หรือไม่ก็ต้องไข่ดาวแบบที่ไข่แดงถูกเจาะแตกไปแล้ว เพราะสภาพของไข่ที่ออกมาจากรูอันแสนแคบ มันผสมกันมาอย่างดีเรียบร้อยทั้งไข่ขาวและไข่แดง เหยาะซอสลงไปอีกนิด เททอดได้เลย ไม่ต้องคนอีก

ส่วนเปลือกไข่ที่ได้ ก็ต้องล้างน้ำอย่างสะอาดสุด อย่างเบามือ ไม่เช่นนั้น กระบวนการทั้งหมดต้องเริ่มใหม่ ล้างเสร็จก็ตากให้แห้ง แบกไปโรงเรียนในสภาพที่่ห่อหุุ้มเป็นไข่ในหิน

การที่จะแปลงร่างจากไข่ให้เป็นตุ๊กตา ก็ไม่ได้ยากอะไรแล้ว ตราบเท่าที่เปลือกไข่ยังคงรูปอยู่รอดปลอดภัยถึงโรงเรียน ก็แค่ตัดไหมพรมติดกาวทำผม ติดลูกตาหรือเขียนสีเอา เขียนปาก ทาแก้ม ทำเชือกห้อย... แค่นี้ก็เรียกคะแนนจากครูได้แล้ว

มันแย่ก็ต้องที่ ต้องห่อหุ้มเจ้าตุ๊กตาตัวนี้กลับบ้านอีกรอบ...
.
.
.
.
.
เอิ่ม ครูคะ หนูว่า เอามันไปทำปุ๋ยหรือไม่ก็ปักไม้ใต้ต้นกุหลาบอย่างที่เขาทำๆกัน ไม่ง่ายกว่าหรือคะ
ปล.ใครเคยมีประสบการณ์ลากไส้ไข่ออกมาจากเปลือกบ้าง ขอเสียงหน่อยเหอะ